ดูหนังออนไลน์: The Invisible Man (มนุษย์ล่องหน)

ดูหนังออนไลน์: The Invisible Man (มนุษย์ล่องหน) หนังชุดใหม่ของ Dark Universe กับเรื่อง The Invisible Man (มนุษย์ล่องหน) ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับ Cecilia ได้เลิกลากับคนรักของเธออย่าง Adrian ไป ทุกอย่างควรจะจบลงที่ความสัมพันธ์นั้น แต่แล้วขณะเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ มันให้ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังตามหลอกหลอนเธอ มันมองไม่เห็น มันกำลังปั่นประสาทเธอ และมันกำลังเดินเกมการไล่ล่าครั้งใหม่นี้กับเธอ
ตัวอย่างภาพยนตร์ The Invisible Man มนุษย์ล่องหน

ภาพยนตร์ซีรีย์ชุดใหม่ของ Dark Universe หลังความล้มเหลวของ The Wolfman(2010), Dracula Untold(2014) และ The Mummy(2017) ทั้งสามเรื่องล้วนเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่จะขยายจักรวาลเช่นเดียวกับ Marvel และ DC แต่สุดท้ายมันได้เริ่มต้นใหม่เสมอ จากความล้มเหลวของเรื่องข้างต้น ในครั้งนี้ Universal เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ด้วยการเดิมพันครั้งสำคัญกับอสูรกายล่องหน โดยปรับเปลี่ยนให้ Blumhouse Production มาเป็นทีมงานสร้าง เปลี่ยนจากหนังทุนสูงในภาคก่อน กลับสู่รากเหง้าของต้นตำรับ อย่างหนังสยองขวัญทุนไม่สูงนัก ครั้งนี้ได้ผู้กำกับอย่าง Leigh Whannell เจ้าของผลงานเรื่อง Insidious Chapter 3 (2015) และ Upgrade (2018) มากุมบังเหียนกำกับให้ การเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร มาอ่านกันเถอะครับ

เชี่ย!…มันลุ้นระทึกเป็นอย่างมากเลย มันคือการตีความเรื่องราวของมนุษย์ล่องหนให้ออกมาทันสมัยและสมจริงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเรื่องราวยังผสานด้วยวิสัยทัศน์การพาเรื่องราวออกมาได้อย่างลงตัว ใครจะคิดละครับ ว่าหากเรื่องราวของคนรักเก่าที่ควรจะจบลง แต่มันยังหลอกหลอนเราอยู่เสมอ มันหลอกหลอนจนทำให้เราแทบเป็นบ้าจากสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งนี้ไม่ได้ไล่ล่าโดยที่ตัวเรามองเห็น แต่มันมาในสภาพตัวเรามองไม่เห็นเหมือนกำลังพบเจอกับวิญญาณ สิ่งนี้เองทำให้เรารู้สึกลุ้นระทึก หวาดกลัว หวาดระแวงบรรยากาศอยู่เสมอ

สำหรับตัวละครอย่าง Cecilia ซึ่งรับบทโดย Elisabeth Moss บอกเลยว่าเป็นเดอะแบกของเรื่องนี้เลยละ เธอแสดงได้เหมือนกับคนกำลังหวาดกลัวกับสิ่งตรงหน้าได้เป็นอย่างดี แม้เรื่องราวจะพาให้สติแตกเสียเท่าไร แต่ก็พยายามควบคุมสติให้มันไม่พาเธอเสียสติไป การกระทำอันชาญฉลาด ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความน่าเอาใจช่วยเป็นอย่างมาก หากภาพยนตร์สยองขวัญในตำนานอย่าง Halloween มี Laurie Strode เป็นหนึ่งในจุดขาย สำหรับเรื่องนี้ก็มี Cecilia นี่แหละ จะเป็นเสาหลักของซีรีย์ชุดนี้ต่อไป

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุด คงหนีไม่พ้นการเล่นอารมณ์ภายในเรื่องกับคำว่า ‘เล่นน้อย แต่ได้มาก’ หากเรารับชมภาพยนตร์อยู่นั้น เราจะพบได้เลยว่าฉากการปรากฏตัวของอสูรกายภายในเรื่องมีไม่เยอะมาก อสูรกายล่องหนมาในรูปแบบสิ่งลี้ลับมากกว่าฆาตกรทั่วไป ด้วยการเล่นสูตรการมองไม่เห็นนี้เอง มันทำให้เรื่องราวน่าขนลุกและน่าระทึกใจมากยิ่งขึ้น บรรยากาศความอันตรายที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกว่าไม่มีช่วงเวลาไหนที่เราปลอดภัยได้เลย เราจะพยายามหนีเท่าไร…แต่เหมือนมันก้าวทันและนำเราอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นเสน่ห์อย่างที่เลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว จนสุดท้ายนำพาไปสู่บทสรุปที่เหมือนตบฉาดเราอย่างแรง

นอกเหนือจากความน่าสะพรึงกลัวคุณภาพที่ได้รับแล้ว เรายังได้รับสารเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงแก่ผู้หญิงอีกด้วย เป็นเหมือนการปลุกกระแสให้รู้ว่าปัญหาความสัมพันธ์มันมีอย่างต่อเนื่อง มีสามีทำร้ายภรรยาตัวเอง รวมถึงบงการชีวิตจนขาดอิสระภาพอยู่บ่อยครั้ง นี่จึงเป็นหนึ่งในหนังที่เป็นมากกว่าเดิม…ในการพูดถึงสิทธิสตรีกลาย ๆ นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากเลยละ เพราะยังมีคุณค่าถึงสารที่ต้องการส่งต่ออีกด้วย

สำหรับข้อเสียของภาพยนตร์ แม้ว่า Leigh Whannell จะสร้างเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจและทันสมัย แต่ข้อผิดพลาดคงหนีไม่พ้นความเมคเซ้นในหลายฉาก คิดว่าตัวละครควรจะทำมันได้ดีมากกว่านี้ เกิดเหตุการณ์แบบอีหยังวะในหลายฉาก ทั้งที่มันมีวิธีแก้ไขอยู่แต่ก็ไม่ดำเนินการต่อ ซึ่งมาคิดตามหลักแล้ว…หากแก้ไขมันเสียตอนนั้น เรื่องราวมันก็อาจดำเนินต่อได้ยากนัก อีกทั้งในช่วงเริ่มต้นเรื่องมีบางช่วงที่ปูบทค่อนข้างนานไปเสียหน่อย ส่งผลให้เรื่องราวกว่าจะสตาร์ทติดนั้นช้าเกินไป และความที่หนังเป็นหนังสยองขวัญผสมกับระทึกขวัญได้ดี แต่มันไม่ได้ไปไกลกว่าสองแนวนั้น หากมันมีการเล่นประเด็นเรื่องราวให้ดูเหมือนนางเอกหลอนไปเองมากกว่านี้ มันจะกลายเป็นหนังสยองขวัญจิตวิทยาด้วยอีกแนวหนึ่ง และเตรียมเป็น Movie Iconic ในอนาคตเฉกช่นเดียวกับ Hereditaries(2018) หรือ The VVitch(2015) ได้เลย